วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2557
วันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
ไฮเปอร์เท็กซ์(Hypertext)
ไฮเปอร์เท็กซ์(Hypertext)
“ ไฮเปอร์เท็กซ์ ” หมายถึง การผสมผสานระหว่างข้อความหรือภาษาธรรมชาติกับกระบวนการทางคอมพิวเตอร์ อาจกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า “ ไฮเปอร์เท็กซ์ ” หมายถึง ข้อความหรือกลุ่มของข้อความที่ถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันโดยมีการนำเสนอแบบปฏิสัมพันธ์ โดยการนำข้อความที่ใช้มาเป็นจุดเชื่อมโยง ซึ่งจะมีลักษณะเด่นกว่าข้อความอื่น เช่น การขีดเส้นใต้ การเน้นด้วยสี ตัวหนาหรือตัวเอียง เป็นต้น
ไฮเปอร์เท็กซ์ได้ถือกำเนิดเกิดขึ้นมาก่อนที่ Blaise pascal นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส จะคิดเครื่องบวกลบเลข
ปี ค . ศ .1965 ภายหลังการคิดค้นคอมพิวเตอร์ ได้มีการนำเครื่องมือ MEMEX (Memory Extender) มาประยุกต์ใช้กับคอมพิวเตอร์ โดยนำข้อความมาเชื่อมโยงระหว่างกัน เรียกว่า”ไฮเปอร์เท็กซ์”
ปี ค . ศ .1985 บ . ซีรอกซ์ ได้คิดค้นวิธีการเชื่อมโยงไฮเปอร์เท็กซ์แบบใหม่โดยสามารถนำภาพมาประกอบการเชื่อมโยงได้ด้วย
ปี ค . ศ .1965 ภายหลังการคิดค้นคอมพิวเตอร์ ได้มีการนำเครื่องมือ MEMEX (Memory Extender) มาประยุกต์ใช้กับคอมพิวเตอร์ โดยนำข้อความมาเชื่อมโยงระหว่างกัน เรียกว่า”ไฮเปอร์เท็กซ์”
ปี ค . ศ .1985 บ . ซีรอกซ์ ได้คิดค้นวิธีการเชื่อมโยงไฮเปอร์เท็กซ์แบบใหม่โดยสามารถนำภาพมาประกอบการเชื่อมโยงได้ด้วย
แบบจำลองระบบไฮเปอร์เท็กซ์
แบบจำลองของระบบไฮเปอร์เท็กซ์อธิบายถึงลักษณะและขอบเขตของงานที่ได้ออกแบบไว้ ส่วนใหญ่แบบจำลองจะอธิบายถึงสัมพันธ์ระหว่างลิงค์ ( Links ) กับ โหนด ( Node ) ซึ่งแสดงได้ดังรูป
Node Node Node Link Link Link
แบบจำลองของระบบไฮเปอร์เท็กซ์อธิบายถึงลักษณะและขอบเขตของงานที่ได้ออกแบบไว้ ส่วนใหญ่แบบจำลองจะอธิบายถึงสัมพันธ์ระหว่างลิงค์ ( Links ) กับ โหนด ( Node ) ซึ่งแสดงได้ดังรูป
Node Node Node Link Link Link
องค์ประกอบของระบบไฮเปอร์เท็กซ์
- พอยต์ ( Point ) หมายถึง กลุ่มคำ หรือ วลี ที่เป็นข้อความพิเศษที่แสดงว่ามีการเชื่อมโยงเกิดขึ้น เช่น การขีดเส้นใต้ การเน้นด้วยสีหรือตัวหนา เพื่อทำให้รู้ว่าเป็น พอยต์ เมื่อผู้อ่านเลื่อนเคอร์เซอร์มาถึงพอยต์ เคอร์เซอร์จะเปลี่ยนเป็นสัญลักษณ์อื่น เช่น รูปมือ
- โหนด ( Node ) หมายถึง กลุ่มคำของข้อมูลที่สัมพันธ์กันหรือเป็นเรื่องเดียวกันซึ่งถูกจัดไว้เป็นกลุ่มเดียว ซึ่งภายในโหนดนั้นอาจมีพอยต์อยู่มากกว่าหนึ่งพอยต์ก็ได้ ความยาวของโหนดนั้นไม่สามารถระบุตายตัวได้ โหนดหนึ่งโหนด อาจเปรียบเทียบได้กับเนื้อหาข้อมูลที่เขียนขึ้นมาอยู่บนกระดาษแผ่นเดียวกัน
- ลิงค์ ( Link ) หมายถึง การเชื่อมโยงเอกสารจากต้นทางไปปลายทาง จำแนกลิงค์ออกได้เป็น 3 ชนิด ประกอบด้วย
ใช้สำหรับเชื่อมโยงโดยอ้างถึงโดยตรงระหว่างจุดสองจุด ตัวอย่างเช่น ปุ่มที่มี
ข้อความลิงค์ไปข้างหน้า ( Forward ) หรือย้อนกลับ ( Backward )
ลิงค์ชนิดแผนภูมิ ( Organization Link )
มีความคล้ายคลึงกับลิงค์ชนิดอ้างถึงจะแตกต่างกันที่เป็นการเชื่อมโยงระหว่างโหนดด้วยกันในลักษณะที่
เป็นโครงสร้างไฮราคี่
ลิงค์ชนิดคีย์เวิร์ด ( Keyword Link )
เป็นการนำกลุ่มคำหรือวลีต่างๆ ที่มีความหมายและสัมพันธ์ระหว่างกันมาเชื่อมโยงด้วยวิธีการเดียวกับการลิงค์ชนิดอ้างถึงหรือแผนภูมิ
โครงสร้างของ Hypertext แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ
(1) ชนิดที่มีโครงสร้างแน่นอน ( Structured Hypertext ) แบ่งย่อยเป็น 2 ชนิด ได้แก่
โครงสร้างชนิดเรียงลำดับ ( Sequential Structured Hypertext ) จะมีการจัดเรียงเนื้อหาไว้อย่างเป็น
ระเบียบ ดังนั้นการจะเข้าถึงข้อมูล ต้องผ่านโหนดที่อยู่ก่อนตามลำดับ
โครงสร้างชนิดจดหมาย ( Structured Hypertext for Mail ) ผู้ออกแบบต้องวิเคราะห์เนื้อหาอย่างละเอียด และจัดความสัมพันธ์ของเนื้อหาทั้งหมด และมีการกำหนดโหนดหลักและโหนดที่เป็นส่วนขยายด้วย
โครงสร้างชนิดเรียงลำดับ ( Sequential Structured Hypertext ) จะมีการจัดเรียงเนื้อหาไว้อย่างเป็น
ระเบียบ ดังนั้นการจะเข้าถึงข้อมูล ต้องผ่านโหนดที่อยู่ก่อนตามลำดับ
โครงสร้างชนิดจดหมาย ( Structured Hypertext for Mail ) ผู้ออกแบบต้องวิเคราะห์เนื้อหาอย่างละเอียด และจัดความสัมพันธ์ของเนื้อหาทั้งหมด และมีการกำหนดโหนดหลักและโหนดที่เป็นส่วนขยายด้วย
(2) ชนิดที่ไม่มีโครงสร้างที่แน่นอน ( Unstructured Hypertext )
เป็นการเชื่อมโยงโหนดในลักษณะของการสุ่มจากโหนดหนึ่งไปยังโหนดอื่นๆ ภายในโหนดจะมีการจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ
เป็นการเชื่อมโยงโหนดในลักษณะของการสุ่มจากโหนดหนึ่งไปยังโหนดอื่นๆ ภายในโหนดจะมีการจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ
โครงสร้างไฮราคี่ ( Hierarchies Structure )
โครงสร้างไฮราคี่ เป็นการผสมผสานของโครงสร้างระบบไฮเปอร์เท็กซ์ 2 ชนิดด้วยกัน ได้แก่ ชนิดที่ไม่มีโครงสร้าง
ที่แน่นอนกับชนิดที่มีโครงสร้างแน่นอน โดยใช้หลักการเดียวกันกับระบบการจัดการฐานข้อมูล ( DBMS: ) โดยการ
รวบรวมเนื้อหาทั้งหมดแล้วแตกออกเป็นเนื้อหาย่อยเป็น แบบโครงสร้างต้นไม้ ( Tree Diagram )
แบ่งย่อยเป็น 3 ประเภทได้แก่
ชนิดจำกัดความสัมพันธ์ ( Strict Hierarchy )
ชนิดไม่จำกัดความสัมพันธ์ ( Compromised Hierarchy )
ชนิดซ้อน ( Overlapping Hierarchy )
โครงสร้างไฮราคี่ เป็นการผสมผสานของโครงสร้างระบบไฮเปอร์เท็กซ์ 2 ชนิดด้วยกัน ได้แก่ ชนิดที่ไม่มีโครงสร้าง
ที่แน่นอนกับชนิดที่มีโครงสร้างแน่นอน โดยใช้หลักการเดียวกันกับระบบการจัดการฐานข้อมูล ( DBMS: ) โดยการ
รวบรวมเนื้อหาทั้งหมดแล้วแตกออกเป็นเนื้อหาย่อยเป็น แบบโครงสร้างต้นไม้ ( Tree Diagram )
แบ่งย่อยเป็น 3 ประเภทได้แก่
ชนิดจำกัดความสัมพันธ์ ( Strict Hierarchy )
ชนิดไม่จำกัดความสัมพันธ์ ( Compromised Hierarchy )
ชนิดซ้อน ( Overlapping Hierarchy )
ประโยชน์ของระบบไฮเปอร์เท็กซ์
ประโยชน์ของระบบไฮเปอร์เท็กซ์ นอกจากจะสามารถบริหารจัดการ เชื่อมโยง และติดต่อข้อมูลเพื่อสื่อความหมายอย่างมีปฏิสัมพันธ์ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และยังสามารถทำให้ผู้ใช้เลือกใช้เส้นทางที่สะดวกและรวดเร็ว ไม่ว่าจะไปข้างหน้าหรือย้อนกลับในเส้นทางเดิมได้ และยังสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสะดวกและรวดเร็วทั้งนี้เนื่องจากการทำงานของระบบไฮเปอร์เท็กซ์จะมีการเชื่อมโยงที่ไม่เป็นในแนวเส้นตรง เป็นต้น
ปัญหาและแนวทางแก้ไขระบบไฮเปอร์เท็กซ์
ประโยชน์ของระบบไฮเปอร์เท็กซ์ นอกจากจะสามารถบริหารจัดการ เชื่อมโยง และติดต่อข้อมูลเพื่อสื่อความหมายอย่างมีปฏิสัมพันธ์ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และยังสามารถทำให้ผู้ใช้เลือกใช้เส้นทางที่สะดวกและรวดเร็ว ไม่ว่าจะไปข้างหน้าหรือย้อนกลับในเส้นทางเดิมได้ และยังสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสะดวกและรวดเร็วทั้งนี้เนื่องจากการทำงานของระบบไฮเปอร์เท็กซ์จะมีการเชื่อมโยงที่ไม่เป็นในแนวเส้นตรง เป็นต้น
ปัญหาและแนวทางแก้ไขระบบไฮเปอร์เท็กซ์
ปัญหาที่เกี่ยวกับระบบไฮเปอร์เท็กซ์
ส่วนใหญ่ที่พบมักจะเกี่ยวข้องกับผู้ใช้งานที่มักจะหลงทางเข้าไปติดอยู่ในวังวน และการแสดงผลของข้อมูลที่พบเจอนั้นมีมากจนเกินไป โดยเฉพาะกับระบบที่ได้ออกแบบไว้ยังไม่ดีพอ
ดังนั้นแนวทางแก้ไข คือการค้นหาวิธีการดัดแปลงให้เหมาะสมกับการนำเสนอข้อมูล ( Presentation ) การนำทาง ( Navigation ) เพื่อช่วยให้ผู้ใช้สามารถควบคุมการทำงานได้อย่างอิสระและมีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น โดยเรียกวิธีการนี้ว่า ( Adaptive Hypertext/ Hypermedia Systems )
ดังนั้นแนวทางแก้ไข คือการค้นหาวิธีการดัดแปลงให้เหมาะสมกับการนำเสนอข้อมูล ( Presentation ) การนำทาง ( Navigation ) เพื่อช่วยให้ผู้ใช้สามารถควบคุมการทำงานได้อย่างอิสระและมีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น โดยเรียกวิธีการนี้ว่า ( Adaptive Hypertext/ Hypermedia Systems )
วันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
โครงงานพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา
โครงงานพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา
หมายถึง โครงงานที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการผลิตสื่อเพื่อการศึกษาโดยการสร้างโปรแกรมบทเรียนหรือหน่วยการเรียน ซึ่งอาจจะต้องมีภาคแบบฝึกหัดบททบทวน และคาถามคาตอบไว้พร้อมผู้เรียนสามารถเรียนแบบรายบุคคลหรือรายกลุ่มการสอน โดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนนี้ ถือว่าคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์การสอน ซึ่งอาจเป็นการพัฒนาบทเรียนแบบออนไลน์ ให้ผู้เรียนเข้ามาศึกษาด้วยตนเองก็ได้ โครงงานประเภทนี้สามารถพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ประกอบการสอนในวิชาต่างๆ โดยผู้เรียนอาจคัดเลือกเนื้อหาที่ เข้าใจยาก มาเป็นหัวข้อในการพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา เช่น การเคลื่อนที่แบบโปรเจ็กไตล์ ระบบสุริยจักรวาลหลักภาษาไทย และสถานที่สาคัญของประเทศไทย โครงงานเกี่ยวกับการพัฒนาเว็บไซต์ วิถีชีวิตของคนไทยพวน โปรแกรม ดนตรีไทยแสนสนุก โปรแกรม ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตโปรแกรมสานวนไทยพาสนุก โปรแกรมฝึกอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษ โปรแกรมเรียนรู้คณิตศาสตร์
ตัวอย่างโปรแกรม
โปรแกรมสานวนไทยพาสนุก
ผู้พัฒนา เด็กหญิงจิราพร แจ้งไพร และเด็กหญิงกนิษฐา สุริเมือง
อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์วิรุบล จันตา
สถานศึกษา โรงเรียนภัทรวิทยา จ.ตาก

โปรแกรม ดนตรีไทยแสนสนุก
ผู้พัฒนา นางสาว อัญชลี เตมีประเสริฐกิจ
อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ชนารัตน์ คาอ่อน
สถานศึกษา โรงเรียนระยองวิทยาค

อ้างอิง
http://www.slideshare.net/royphimnamsongwong/ss-37975075
หมายถึง โครงงานที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการผลิตสื่อเพื่อการศึกษาโดยการสร้างโปรแกรมบทเรียนหรือหน่วยการเรียน ซึ่งอาจจะต้องมีภาคแบบฝึกหัดบททบทวน และคาถามคาตอบไว้พร้อมผู้เรียนสามารถเรียนแบบรายบุคคลหรือรายกลุ่มการสอน โดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนนี้ ถือว่าคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์การสอน ซึ่งอาจเป็นการพัฒนาบทเรียนแบบออนไลน์ ให้ผู้เรียนเข้ามาศึกษาด้วยตนเองก็ได้ โครงงานประเภทนี้สามารถพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ประกอบการสอนในวิชาต่างๆ โดยผู้เรียนอาจคัดเลือกเนื้อหาที่ เข้าใจยาก มาเป็นหัวข้อในการพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา เช่น การเคลื่อนที่แบบโปรเจ็กไตล์ ระบบสุริยจักรวาลหลักภาษาไทย และสถานที่สาคัญของประเทศไทย โครงงานเกี่ยวกับการพัฒนาเว็บไซต์ วิถีชีวิตของคนไทยพวน โปรแกรม ดนตรีไทยแสนสนุก โปรแกรม ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตโปรแกรมสานวนไทยพาสนุก โปรแกรมฝึกอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษ โปรแกรมเรียนรู้คณิตศาสตร์
ตัวอย่างโปรแกรม
โปรแกรมสานวนไทยพาสนุก
ผู้พัฒนา เด็กหญิงจิราพร แจ้งไพร และเด็กหญิงกนิษฐา สุริเมือง
อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์วิรุบล จันตา
สถานศึกษา โรงเรียนภัทรวิทยา จ.ตาก
โปรแกรม ดนตรีไทยแสนสนุก
ผู้พัฒนา นางสาว อัญชลี เตมีประเสริฐกิจ
อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ชนารัตน์ คาอ่อน
สถานศึกษา โรงเรียนระยองวิทยาค
อ้างอิง
http://www.slideshare.net/royphimnamsongwong/ss-37975075
วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
การแบ่งคําภาษาไทยด้วยเทคนิคไตรแกรม
การแบ่งคําภาษาไทยด้วยเทคนิคไตรแกรม
โครงงานการแบ่งคำภาษาไทยด้วยเทคนิคไตรแกรมเป็นการพฒนาโปรแกรมแบ่งคาไทยเพื่อ
แก้ปัญหาขอบเขตที่ไม่ชัดเจนของคาและความกำกวมของภาษาไทย ที่สามารถนาไปใช้ประโยชน์ในด้าน
อื่นๆ ที่เกี่ยวของในการประมวลผลภาษาไทยได้เช่น การปรับรูปเขียนให้เป็นรูปอ่านในระบบแปลง
รูปอกษรเป็นเสียงพูด (Text-to-Speech) ระบบการแปลภาษาไทยเป็นภาษาต่างประเทศการสะกดคำำคัญเพื่อใช้ในระบบการค้นคืนข้อมูลสารสนเทศ (Information Retrieval) โดยโปรแกรมจะถูกพัฒนาด้วย
เทคนิคไตรแกรมซึ่งเป็นวิธีการนาสถิติมาช่วยในการเลือกแบ่งขอบเขตคํา
วัตถุประสงค์
เพื่อพัฒนาโปรแกรมแบ่งคำภาษาไทย
อุปกรณ์ที่ใช้
คอมพิวเตอร์
โปรแกรมที่ใช้
1. ภาษาที่ใชเขียน: Java
2. API: Java API
3. IDE: NetBeans
4. DBMS: MySQL
ประโยชน์ที่ได้รับ
1.โปรแกรมแบ่งคําไทยให้มีความถูกต้องมากยิ่งขึ้น
2.โปรแกรมแบ่งคำนี้เกิดประโยชน์ต่อการนำไปใช้งานได้จริง
หรือนาไปพัฒนาต่อยอดได้ในอนาคต
วันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2557
วันพุธที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2557
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)